วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วีดีโอ โรงสีข้าวชุมชนบ้านอ่างตะุแบก อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา


วีดีโอ บ้านอ่างตะแบก อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา












ข้าวนอกนา ถอดบทเรียน หมู่บ้านสารสนเทศต้นแบบ บ้านอ่างตะแบก อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา (5)

ข้าวนอกนา
          ข้าวนอกนา  ในที่นี้ไม่ใช่ละครชื่อดัง  เรื่องข้าวนอกนา แต่หมายถึง  ข้าวที่ควรจะปลูกในแปลงนา แต่บ้านอ่างตะแบก กับนำข้าวมาปลูกไนวงบ่อปูน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 120  เซนติเมตร
          แนวคิด คือต้องการทำเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่ไม่มีที่นาที่จะปลูกข้าวได้  อาจารย์บำรุง  ศรีใย ผู้ดำรงชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แห่งบ้านอ่างตะแบก หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งพระยา อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา  ลงมือทำข้าวนอกนา และเก็บมาเล่าให้ฟังว่า
          ข้าวที่ใช้ปลูกในวงบ่อปูน  นั้นต้องเป็นข้าวหอมปทุม  หรือข้าวไรซ์เบอรี่  เพราะต้นจะเตี้ยทำให้ไม่ล้ม ข้าว 1 วงบ่อปูน จะดำกล้าได้ 25 กอ ใช้เวลา 120 วัน เมื่อเก็บเกี่ยวได้ จะได้ข้าวเปลือก 2.5  กก. ถ้าปลูก 40 วง จะได้ข้าวเปลือก 80 กก. และสีเป็นข้าวสารได้ 48 กก. เพียงพอสำหรับคน 1 คน บริโภคใน 3 เดือน         ซึ่งถ้าเราเกี่ยวเสร็จ แล้วลงมือปลูกใหม่ ก็จะมีข้าวบริโภคตลอดปีทยอยไปเรื่อยๆ ไม่ขาดช่วง
          การปลูกข้าวด้วยวิธีนี้ ได้ประโยชน์หลายประการ ด้วยกัน เช่น มีข้าวไว้บริโภคเองอย่างเพียงพอ  ข้าวที่ได้ปลอดภัยไม่มีสารพิษจากสารฆ่าแมลง ไม่มีปุ๋ย ไม่มีสารที่ใช้รมควันหลังจากสีเป็นข้าวสารแล้ว และที่สำคัญยังประหยัดลดรายจ่ายให้ครัวเรือนได้อย่างน้อย ปีละ 4,000  บาท/คน
          การปลูกข้าวในปัจจุบันอาจทำได้หลายวิธี มีการนำเสนอวิธีการปลูกอย่างต่อเนื่อง แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน อย่างไร และประยุกต์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดของแต่ละคน  แต่นอกเหนือจากประโยชน์ที่บอกไปแล้วนั้น สิ่งที่ได้กลับมามากกว่านั้น คือ  ความสุขใจที่ได้ปลูกได้ทำเอง ดูการเจริญเติบโต และได้เห็นผลผลิต

นี่แหละคือความสุขที่เป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่า

ถอดบทเรียน หมู่บ้านสารสนเทศต้นแบบ บ้านอ่างตะแบก อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา (4)

การจัดการชุมชน ด้วยโรงสีข้าวชุมชน  
          บ้านอ่างตะแบก ได้จัดตั้งโรงสีข้าวชุมชน  โดยใช้งบประมาณโครงการ SML  ในปี  พ.ศ.  2549 
          ในขณะนั้น  บ้านอ่างตะแบก  มีการผลิตข้าวได้เพียง  63  เกวียน ซึ่งไม่เพียงพอกับการบริโภคในชุมชน
          โรงสีข้าว  ในระยะเวลาเกือบ 10 ปี ชุมชนได้อะไรจากโรงสี  ลองทำความรู้จักกันดู
          เริ่มด้วย คนในชุมชนนำข้าวที่ตนเองผลิตได้มาสีที่โรงสีของชุมชนที่ร่วมกันก่อตั้ง  การจดบันทึก การจัดทำบัญชี ที่แสดงให้เห็นถึง         
·       คนในชุมชน แต่ละครัวเรือนผลิตข้าวได้เพียงพอกับคนในครัวเรือนหรือไม่
·       ข้าวที่ผลิตได้มีคุณภาพเป็นอย่างไร
·       ข้าวที่นำมาสีเอง ให้อะไรกับครัวเรือน และชุมชนบ้าง
·       ระบบการบริหารจัดการโรงสี
·       การบริหารจัดการคนในชุมชน
จากการจดบันทึก ทำให้รู้ถึงบริมาณการบริโภคของคนในครัวเรือน และนำสู่การวางแผนการผลิตในครัวเรือน
เพื่อให้เพียงพอ ลดรายจ่ายด้วยการเพิ่มประมาณการผลิตข้าวสำหรับครัวเรือน
          จากการนำข้าวมาสีเอง ทำให้ครัวเรือนได้รับรู้ถึงผลผลิตว่ามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน  จึงทำให้รู้ถึงจุดเด่น จุดด้อยของพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูก วางแผนการจัดหาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ  โดยโรงสีได้วางระบบการบริหารโรงสีไว้ด้วยการเอื้อให้กับคนในชุมชน โดย
·       หากต้องการรำข้าว ปลายข้าวกลับไปใช้เลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน จะเสียค่าใช้จ่ายถังละ 7 บาท  สำหรับ ค่าไฟฟ้า 2 บาท ค่าแรงคนสี 2 บาท และสมทบเป็นค่าใช้จ่ายของชุมชน และค่าซ่อมบำรุง 3 บาท เป็นการบริหารจัดการโดยกรรมการ และชุมชนได้รับประโยชน์ ไม่ถูกเอาเปรียบจากโรงสีภายนอก
·       หรือถ้าไม่ต้องการรำ ปลายข้าวกลับ  จะไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อโรงสีสามารถนำปลายข้าว รำ ไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้โรงสี และนำเงินกลับมาพัฒนาชุมชนได้
ชุมชนสามารถสร้างคน และบริหารจัดการโรงสีโดยคณะกรรมการ ทำให้คนในชุมชนเปิดใจพูดคุย และแลก
เปลี่ยนความรู้ในด้านต่าง ๆ และก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชน เพราะการตัดสินในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน จะต้องมาจากเวทีประชาคม ตกผลึกความคิดแล้วจึงนำไปสู่การปฏิบัติ
 โรงสีข้าวชุมชน บ้านอ่างตะแบก จึงไม่ใช่เป็นเพียงโรงสีข้าวธรรมดาๆ เท่านั้น  หากยังสามารถสร้างหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างให้เกิดขึ้นกับชุมชนได้อย่างน่าอัศจรรย์  ดังนี้
          1. การจัดทำแผนชุมชน  โครงการที่เกิดในแผนชุมชน  เช่น โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว  การทำปุ๋ยใช้เองเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน
          2. การจัดทำโครงการประกันราคาข้าว  โดยชุมชนดำเนินการเอง ด้วยการรับซื้อข้าว จากคนในชุมชนที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนแล้ว ในราคาที่เพิ่มจากราคาตลาดเกวียนละ 500  บาท
          3. การขายข้าวในราคาถูก ให้กับคนในชุมชน ที่ผลิตข้าวไม่เพียงพอกับการบริโภคในครัวเรือน สามารถลดรายจ่ายของคนในชุมชนได้ และสร้างรายได้ไปในคราวเดียวกัน
          4. รายได้ของโรงสีข้าวชุมชน สามารถใช้บริหารจัดการกิจกรรมภายในชุมชนได้ โดยมิต้องขอใช้งบประมาณจากภายนอก เช่น การจัดกิจกรรมภายในชุมชน งานสงกรานต์ การจัดแข่งขันกีฬา ทุนการศึกษา ฯลฯ
          5. สุขภาพดี เกิดขึ้นจาก การปลูกข้าวกินเอง ปรับปรุงจัดหาพันธุ์ข้าวเพื่อให้เกิดผลผลิตทีมากขึ้น การใช้ปุ๋ยทำเอง ลดต้นทุน และลดสารเคมี ที่ช่วยทั้งสุขภาพของผู้ปลูก ผู้บริโภค และยังช่วยบำรุงดินจากการใช้ปุ๋ยชีวภาพได้อีก  เรียกว่า ได้กับได้ จริงไหม
          6. ผลผลิตข้าวในชุมชนเพิ่มมากขึ้น จากเดิม  63 เกวียน  เพิ่มเป็น  163  เกวียน เพราะผลจากการจดบันทึกจัดทำบัญชีโรงสีข้าว ทำให้ชุมชนรู้ถึงความต้องการการบริโภคของชุมชน จึงนำไปสู่การวางแผนการผลิตของฃุมชน


ถอดบทเรียน หมู่บ้านสารสนเทศต้นแบบ บ้านอ่างตะแบก อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา (2)

การเลี้ยงหมูป่า เป็นอาชีพเสริม
          คนในชุมชนบ้านอ่างตะแบกส่วนหนึ่งเลี้ยงหมูป่า เนื่องจากมีลักษณะที่ไม่เหมือนหมูบ้าน เลี้ยงง่าย          กินง่าย อยู่ง่าย และมีต้นทุนที่ถูกกว่าการเลี้ยงหมูบ้าน นอกจากนั้น ยังมีภูมิต้านทานสูง ไม่เกิดโรคง่ายอีกด้วย
 ลักษณะของหมูป่า 
-มีขนหยาบแข็งสีน้ำตาลเข็มหรือดำ 
-รูปร่างไม่อ้วนเทอะทะเหมือนหมูบ้าน มีรูปร่างผอมและสูงมาก ในตัวที่โตๆ อาจสูงถึงเอวคนหรือสูงกว่านี้ก็มี 
-หัวยาวและแหลม ขาเล็กและเรียวยาว กีบเท้าเล็กแต่แข็งแรงมาก
-จมูกอ่อนแต่แข็งแรงมาก เนื่องจากหมูป่าจะใช้ปลายจมูกขุดคุ้ยดิน หรือจอมปลวกเพื่อหาอาหา
การสร้างเล้า 
          การเลี้ยงหมูป่า เน้นการอยู่อาศัยแบบธรรมชาติจึงนิยมสร้างโรงเรือนแบบง่ายๆ โดยสร้างโรงเรือนบนพื้นดินธรรมดาไม่ได้เทคอนกรีตแต่อย่างใด กว้างประมาณ 5x4 เมตร จากนั้นก็ทำการกั้นรั้วรอบๆโรงเรือน เพื่อสร้างบริเวณให้หมูปาสามารถอาศัยอยู่ได้ มีลักษณะเป็นธรรมชิต กว้าง และมีแสงแดดเข้าถึง
การให้อาหาร มีเทคนิคการให้อาหารหมูป่าแบบลดต้นทุนคือ
 1.ปลูกมันสำปะหลังแล้วนำมาผสมกับอาหารหมูขุนในอัตรา มันสำปะหลัง 4 ส่วน ต่ออาหาร 1 ส่วน และถ้าหากว่ามีเศษอาหารเหลือๆ ก็สามารถนำมาให้หมูกินได้ การเลี้ยงหมูป่าต้องเลี้ยงแบบให้มีมันที่ชั้นใต้ผิวหนังน้อยที่สุดจะทำให้ได้ราคาดี
2.นำเศษผักที่ได้จากการปลูกผักมาให้หมูป่ากินเป็นอาหาร
3.น้ำต้องใส่อ่างไว้ให้เพียงพออย่าให้ขาด